นักกีฬาอะไร? เล่นไตร! ง่ายที่สุด
Share
หลายคนอาจทราบแล้วว่าจุดเริ่มต้นของไตรกีฬาไอรอนแมน เกิดจากการที่นักกีฬาสามคน (นักว่าย นักปั่น นักวิ่ง) ถกเถียงกันว่าใครฟิตที่สุดโดยตัดสินกันด้วยการเอากีฬาสามชนิดมารวมกันด้วยระยะทางที่แสนไกลเพื่อวัดกันว่าใครจะเป็นผู้ชนะ อย่างไรก็ดี เพื่อนๆ ทราบไหมว่า “ไตรกีฬา” ที่เราเล่นกันทั่วๆ ไปนี้มันเริ่มมาได้อย่างไร แล้วคนที่มีพื้นฐานกีฬาประเภทใดจะได้เปรียบในไตรกีฬา ในบทความนี้เรามาคุยเรื่องนี้กันครับ

ก่อนอื่นเรามาดูที่มาที่ไปของ “ไตรกีฬา” ที่เราเล่นกันในปัจจุบันนี้ก่อนว่าอะไรทำให้คนเราต้องเอาการปั่นจักรยานมาต่อจากการว่าย และยังเอาวิ่งมาต่อจากปั่นอีกที แน่นอนครับว่าไม่ได้เกิดจากการถกเถียงเรื่องความฟิตของนักกีฬา แต่เป็นหลักการซ้อมกีฬาที่เป็นพื้นฐานมากกว่านั้น นั่นก็คือ การซ้อมแบบ Cross-training เพื่อให้ร่างกายได้เปลี่ยนอิริยาบถ ได้เทรนกล้ามเนื้อและได้ฝึกการเคลื่อนไหวที่หลากหลายนั่นเอง

ย้อนกลับไปเมื่อห้าสิบปีก่อน ที่ เมือง Mission Bay มีชมรมวิ่งชื่อ San Diego Track Club ที่ออกแบบโปรแกรมการฝึกซ้อมโดยให้นักวิ่งได้พักกล้ามเนื้อด้วยการปั่นจักรยาน ซึ่งในเวลานั้น การแข่ง multi sport มีอยู่ทั่วไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็น duathlon aquathlon หรือ military fitness race (คล้าย Hyrox ในปัจจุบัน) จนวันดีคืนดี ชมรมนี้ก็จัดการแข่ง “ไตรกีฬา” ขึ้นเป็นครั้งแรก ด้วยระยะทางว่ายน้ำประมาณ 500 เมตร ปั่นจักรยาน 8 กิโลเมตร และวิ่ง 9.6 กิโลเมตร ทั้งนี้ก็เพื่อให้สมาชิกได้ทดสอบร่างกาย และเพื่อความสนุกสนานในชมรม เรียกได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ humble มากๆ เมื่อเทียบกับภาพลักษณ์ของไตรกีฬาในปัจจุบัน (แน่นอนว่าไตรกีฬากลายเป็นกีฬาระดับโลกผ่านการเกิดขึ้นของคำว่า Ironman)

ทีนี้ พอเราทราบถึงที่มาที่ไปของไตรกีฬาแล้ว เพื่อนๆ คิดว่า นักว่าย นักปั่น หรือนักวิ่ง จะได้เปรียบที่สุดเมื่อนำสามกีฬามารวมกัน? หลายคนอาจคิดว่านักวิ่งน่าจะได้เปรียบ เพราะว่ามีความทรหดอดทน บางคนอาจมองว่านักปั่นแข็งแรงกว่า เพราะซ้อมเยอะและอึดที่สุด หรือจริงๆ คนที่ได้เปรียบที่สุดอาจเป็นนักว่ายน้ำก็ได้? แต่ใครที่เคยได้เล่นไตรกีฬาจะทราบได้เลยว่า จริงๆ แล้วแต่ละคนมีความได้เปรียบเสียเปรียบกันคนละแบบ เพราะเมื่อสิ่งนี้กลายเป็น “ไตรกีฬา” ที่ไม่ใช่แค่การซ้อม Cross Training แล้ว มันไม่ใช่แค่การเอา 3 กีฬามารวมกัน แต่มันคือการทำให้ร่างกายทั้งระบบ ทำงานร่วมกันมากกว่า

สำหรับคนที่มีพื้นฐานว่ายน้ำ นักว่ายน้ำมักได้เปรียบที่สุดเพราะเป็นกีฬาที่ “เรียนยากที่สุด” ในทั้งสามชนิด การว่ายน้ำต้องใช้ technique สูง และคนที่เริ่มว่ายตอนโตมักใช้เวลานานกว่าจะว่ายได้ลื่นไหล ดังนั้น คนที่มีพื้นฐานว่ายน้ำดีจะได้เปรียบในเรื่อง ไม่ panic ในน้ำ คุมจังหวะได้ดี ใช้พลังงานน้อย ไป open water ได้เร็วกว่า แต่ในทางกลับกัน นักว่ายน้ำหลายคนต้องปรับตัวอย่างมากกับ “แรงกระแทก” ขณะวิ่ง เพราะว่ายน้ำเป็นกีฬา non-weight bearing แต่ขณะที่การวิ่งต้องรับแรงกระแทกซ้ำๆ ตลอดเวลา ทำให้หลายคน บาดเจ็บได้ง่าย กล้ามเนื้อรับแรงยังไม่ดี วิ่งแล้ว HR สูง จะเห็นว่านักไตรฯ ที่มาจากสายว่ายน้ำจะต้องใช้เวลาเรียนรู้เรื่อง ความทรหด (durability) ของร่างกายพอสมควรเลยครับ

สำหรับนักปั่น นักปั่นมักมี aerobic engine ที่ดีมาก โดยเฉพาะคนที่ปั่นมานาน (นึกถึงสายออแอกซ์ที่ต้องออกที 200 โลเป็นอย่างต่ำ) ดังนั้น นักปั่นจะได้เปรียบในเรื่องการเฉลี่ยแรง pacing การฝึกซ้อม volume สูงๆ ทำให้ตอนเริ่มซ้อมไตรกีฬา สามารถพัฒนาได้ไวกว่า แต่ถึงกระนั้น นักปั่นส่วนใหญ่จะพบปัญหา “ขาหลอย” เพราะการวิ่งหลังปั่น (Brick Run) เป็นสิ่งที่โหดสำหรับนักปั่นจำนวนมาก เนื่องจาก biomechanics และ muscle recruitment นั้นต่างกันมาก จริงๆ เรื่องนี้ เราเองก็เป็นกันหากไม่ได้ซ้อม Brick เช่น วิ่งแล้วรอบขาสูงเกินไป สะโพกล็อก วิ่งกระแทก หรือนักปั่นบางคนอาจมี running economy ไม่ดี เพราะร่างกายคุ้นกับการ support จากจักรยานมาตลอด

สำหรับนักวิ่ง นักวิ่งมักเป็นกลุ่มที่เริ่มไตรกีฬาได้ง่ายที่สุด และน่าจะเป็นกลุ่มใหญ่ในวงการไตรบ้านเรา เพราะวิ่งเป็นกีฬาที่ใช้อุปกรณ์น้อย (เมื่อเทียบกับกีฬาอื่น) และการวิ่งยังสร้างระบบ Aerobic ได้ดี นักวิ่งเองก็คุ้นเคยกับการรับแรงกระแทก ดังนั้น นักวิ่งจำนวนมากจึงผลันตัวไปเล่นไตรกีฬาได้เร็วในด้าน fitness และความทรหด แต่ปัญหาใหญ่ของนักวิ่งก็คือการว่ายน้ำ เพราะอย่างที่คุยกันไปว่า การว่ายน้ำไม่ใช่แค่ Fitness แต่คือ Technique ดังนั้น ระบบหายใจ การ Balance ร่างกาย และ Movement Pattern ต่างจากกีฬาบนบกแทบทั้งหมด
แล้วสุดท้ายใครได้เปรียบที่สุดในไตรกีฬา?
หากเพื่อนๆ อ่านมาถึงจุดนี้ก็น่าจะมีคำตอบในใจแล้วว่า จริงๆ แล้ว คนที่ได้เปรียบที่สุดอาจไม่ใช่คนที่เก่งกีฬาใดกีฬาหนึ่งที่สุด แต่คือคนที่ปรับตัวได้เก่ง ยอมเรียนรู้สิ่งที่ตัวเองไม่ถนัด และพัฒนาจุดอ่อนอย่างใจเย็น เพราะไตรกีฬา เป็นกีฬาที่ลงโทษ “ความไม่สมดุล” ค่อนข้างชัด ว่ายเก่งแต่วิ่งไม่ได้ ก็ไม่จบ ปั่นแรงแต่ ขาหรอยก็เหนื่อย วิ่งดีแต่ Panic ในน้ำ ก็เสียเวลา ในท้ายที่สุด เสน่ห์ของไตรกีฬาอาจไม่ใช่การเก่งที่สุดในกีฬาใดกีฬาเดียว แต่คือการพาร่างกายทั้งระบบ ทำงานร่วมกันให้ดีที่สุดครับ
บทความโดย:

อ้างอิง : Does a particular sporting background provide an advantage to an athlete entering the sport of triathlon? โดย Mooney, Orla G.
CHANGES IN CONTRIBUTIONS OF SWIMMING,CYCLING, AND RUNNING PERFORMANCES ON OVERALL TRIATHLON PERFORMANCE OVER A 26-YEAR PERIOD โดย PEDRO FIGUEIREDO, ELISA A. MARQUES, AND ROMUALD LEPERS
Contribution of swimming, cycling and running in the final performance in different distances of triathlon races โดย Claudio Scorcine, Rodrigo Pereira, Fabricio Madureira, and Emilson Colantonio