Standard S2 | Sprint x2 จัดการร่างกาย กับโค้ชเอก K-Coaching
Share
หลังจากจบงานใหญ่ที่ดานังได้ไม่นาน วงการไตรกีฬาไทยก็คึกคักกันอีกครั้งกับการเปิดลงทะเบียนงาน Sattahip Triathlon 2026 จัดโดย Thailand Tri-League ที่เคยสร้างชื่อเสียงไว้ให้กับวงการไตรกีฬาในบ้านเรามาหลายปี เห็นได้จากการที่ไตรกีฬาระยะ Sprint และทวิกีฬา เต็มจำนวนภายในเวลาไม่ถึงครึ่งชั่วโมง และต่อมาไม่นานก็ปิดรับสมัครไตรกีฬาและทวิกีฬาทั้งหมดเพราะเต็มพิกัดที่ตั้งไว้ นับว่าเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่ได้เห็นกันบ่อยๆ ในวงการไตรกีฬาไทยเลยครับ

ทั้งนี้ ไฮไลท์ของงาน Sattahip Triathlon 2026 ที่หลายคนพูดถึงนั้นอยู่ที่ระยะ Standard 2S ที่ประกอบด้วยการ ว่าย ปั่น วิ่ง ในระยะ Sprint 2 รอบ (ว่าย>ปั่น>วิ่ง>ว่าย>ปั่น>วิ่ง) ซึ่งตรงนี้หละครับที่ผมมองว่าจะเปลี่ยนจากเกมส์ไตรกีฬาทั่วไปที่เน้นความอึดและการเพซซิ่งที่ต่อเนื่องไปเป็นอีกเกมส์นึงเลย ในบทความนี้เรามาคุยกันเรื่อง Format 2S นี้กันว่ามันเป็นยังไง และเราจะเตรียมตัวกับมันได้อย่างไรครับ

จริงๆ แล้ว รูปแบบการทำไตรกีฬา 2 รอบนั้นไม่ได้เป็นเรื่องใหม่แต่อย่างใดนะครับ เมื่อก่อนในไทยเราก็เคยจัดมาแล้ว แต่ที่มันดังขึ้นมาคงเป็นเพราะโปรโมเตอร์ไตรกีฬาเจ้าใหญ่อย่าง Super League Triathlon ที่ต้องการเอาใจแฟนๆ ไตรกีฬา อยากให้ได้ดูไตรกีฬาแบบสนุก เห็นโปรผ่านกันไปมาแบบเร็วๆ หลายรอบ คนดูก็เข้าใจกติกาได้ง่าย ได้ลุ้น เลยจัดรูปแบบใหม่ๆ ขึ้นมาครับ มีทั้งทำ 2 รอบแบบปกติ ทำ 2 รอบแบบย้อนกลับ และยังมีแบบคนสุดท้ายโดนคัดออกด้วยนะครับ ซึ่งรูปแบบใหม่ๆ นี้ทำให้การแข่งขันไม่ได้วัดเพียงความอึด แต่ยังทดสอบความสามารถในการปรับตัวของนักกีฬาอย่างชัดเจนครับ

อย่างที่เราทราบกันว่า Thailand Tri-League ได้นำแนวคิดนี้มาปรับใช้ ผ่านการแข่งขันระยะ sprint ที่แบ่งออกเป็น 2 รอบ ซึ่งถึงแม้ระยะทางรวมจะเท่ากับระยะ Standard ปกติ แต่ physiological demand นั้นต่างกันมากครับ เพราะว่าร่างกายจะต้อง เร่งเครื่องซ้ำๆ ทำให้หัวใจขึ้นลงอยู่ตลอด การรักษาโซนไม่ให้เกิน Threshold ก็ทำได้ยาก และที่สำคัญ นักกีฬายังต้องเจอ Transition ถึง 5 รอบ (นับได้ว่าเป็นกีฬาที่ 4 เลยครับ) ซึ่งตรงจุดนี้หละครับที่ทำให้การฝึกปกติที่เน้นการออกยาวๆ แบบเพซซิ่งคงที่ และการบริคแบบปั่น>วิ่ง น่าจะไม่ตอบโจทย์

ก่อนจะเข้าสู่เรื่องซ้อม ผมอยากชวนเพื่อนๆ วิเคราะห์สนามอีกนิดนึงว่ามันยากหรือต้องเตรียมตัวยังไงบ้างไหม สำหรับการว่ายคงไม่มีประเด็นอะไร เพราะหลายคนน่าจะเคยไปซ้อมว่ายน้ำที่หาดดงตาลกันอยู่แล้ว ถ้าโชคดีจะเจอวันที่คลื่นลมสงบ (แต่ผมไปไม่เคยเจอเรียบๆ เลย) แต่ที่ต่างจากทุกครั้งคือ ครั้งนี้ว่ายเป็นสามเหลี่ยมวนด้านซ้าย (คนที่ว่ายเลาะทุ่นไข่ปลาก็จะยากหน่อย) สำหรับทางปั่นที่ดูเป็นไฮไลท์ก็ไม่น่าจะยาก เพราะเริ่มจากเลาะริมหาดแล้วปั่นไปในพื้นที่ของฐานทัพเรือ ซึ่งเท่าที่ดูจาก Google Map พบว่าเส้นทางค่อนข้างเรียบเลยทีเดียว ถ้ามีคงเป็นเนินเล็กๆ เท่านั้น แต่ด้วยความที่เส้นทางปั่นนั้นถูกจำกัดให้อยู๋ในพื้นที่ทำให้อาจจะต้องเลี้ยวและกลับตัวหลายครั้ง (เลี้ยวหักศอก 14 ครั้ง และกลับตัว Full turn 3 ครั้ง ต่อรอบ) สำหรับการวิ่งนั้นน่าจะง่ายที่สุด เพราะวิ่งเรียบๆ เลาะหาด และมีตัดเข้าไปในเขตเมืองอีกหน่อยเท่านั้นเอง สำหรับเพื่อนๆ นักไตรกีฬาที่มีประสบการณ์แก่กล้า สนามนี้น่าจะขิวๆ และอัดกันได้สนุกเลยครับ

ทีนี้เข้าสู่ประเด็นหลัก นั่นก็คือจุด T3 ที่เปลี่ยนจากการวิ่งไปว่ายน้ำ ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องยากสำหรับนักไตรกีฬาสมัครเล่นทั่วๆ ไปที่คุ้นเคยกับการว่ายไปปั่น ปั่นไปวิ่ง เรียกว่าเป็น transition ที่แปลกมากสำหรับร่างกายก็ว่าได้ เพราะว่าจากเดิมที่เราวิ่งอยู่นั้น กล้ามเนื้อจะเกร็งทั้งตัวและมีค่า HR ที่ค่อนข้างสูง พอกระโดดลงไปในน้ำ อาจทำให้ควบคุม Stroke ได้ยาก โดยเฉพาะ 50-100 เมตรแรก อาจจะหายใจไม่ทัน เกิด panic และมีโอกาสเกิดตะคริวได้ง่าย ดังนั้น ในการแข่งขันรูปแบบนี้ ความสามารถในการ “reset” ร่างกายและจังหวะการเคลื่อนไหว มีความสำคัญไม่แพ้ความฟิตเลยทีเดียวครับ

สำหรับใครที่จะไปลงระยะ 2S นี้ ผมแนะนำว่าควรเพิ่มการฝึก T3 หรือ Run to Swim transition ไปด้วยครับ เช่น อาจจะวิ่งในเพซแข่งซัก 800-1000 เมตร แล้วว่ายน้ำต่อทันที 100-300 เมตร ทำซ้ำประมาณ 4-8 รอบ โดยพยายามคุมลมหายใน คุมสติ และคุมเทคนิค stroke ให้เป็นปกติที่สุด โดยเฉพาะ 100 เมตรแรกในน้ำนะครับ และนอกจากนี้ ถ้าใครสามารถทำได้ ควรลองฝึกทำไตรกีฬาสั้นๆ 2 รอบ โดยอาจจะแบ่งเป็น ว่าย 200 เมตร ปั่น 4 กม. และวิ่ง 1 กม. แล้วทำซ้ำเพื่อให้ร่างกายสร้างความคุ้นเคย และตัวเราจะได้รู้ว่ามันจะรู้สึกยังไงในช่วงไหนครับ

สุดท้ายนี้ อย่างที่กล่าวไปแล้วในตอนต้น การแข่งไตรกีฬาในรูปแบบนี้ไม่ได้วัดกันแค่ความฟิตหรือความอึดเท่านั้น แต่นักกีฬายังต้องมีความสามารถในการปรับตัว การวางแผนและการจัดระเบียบทรานซิชั่น เพซซิ่ง และการฟื้นตัวจากความเหนื่อยล้าได้เป็นอย่างดี งาน Sattahip Triathlon 2026 โดย Thailand Tri-League ในครั้งนี้ อาจไม่ได้เป็นเพียงการแข่งขัน sprint แบบ 2 รอบเท่านั้น แต่ยังเป็นภาพสะท้อนว่าวงการไตรกีฬาบ้านเรากำลังพัฒนาไปสู่รูปแบบที่เร็วขึ้น เข้มข้นขึ้น และใช้ทักษะที่มากขึ้นกว่าเดิมก็เป็นได้ครับ
บทความโดย: K-Coaching
